วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

OnTheWay Magazine นิตยสาร...ที่ให้อะไรมากกว่าที่เราคิด

เทอมนี้ได้มีโอกาสทำนิตยสารหนึ่งเล่มค่ะ ตอนแรกก็คิดว่ามันก็คงจะหนักหนาเอาการอยู่ ยิ่งโดนจับกลุ่มโดยการจับฉลากยิ่งแล้วใหญ่ จะไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ แต่ก็ยังโชคดีค่ะ ที่ได้อยู่กับลีนาคนสนิท ในแก๊งเหล่าชายโฉด ไม่งั้นเหงาตายเลย ^^



บทบาทหน้าที่ที่ได้รับ
โดยหน้าที่จริงๆแล้ว เรามีหน้าที่ฝ่ายกราฟิคค่ะ แต่ก็มีอย่างอื่นให้ทำเยอะแยะเต็มไปหมด

อย่างแรกเลยก็คือ จัดรูปแบบทั้งเล่ม ด้วยความเป็นฝ่ายกราฟิค แน่นอนว่าหน้าที่นี้ต้องตกเป็นของเราอยู่แล้ว ถามว่าหนักมั้ย บอกเลยว่าหนักมากกกกกกกกก เป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สุดๆ จะออกแบบยังไงให้แต่ละหน้าไม่เหมือนกัน ออกแบบยังไงให้น่าสนใจ ต้องใช้ฟอนต์ไหนถึงจะสวย เอารูปไหนไว้ตรงไหนถึงจะโอเค แล้วยิ่งมาหนักตอนโดนเพื่อนบอกให้เปลี่ยนนู้นเปลี่ยนนี่ มันกระจุกกระจิกมาก เดี๋ยวก็ฟอนต์นี่ไม่เข้า รูปนี้ไม่ดี การเว้นวรรคไม่เท่ากัน รูปใหญ่ไปเล็กไป สีนี้ไม่โอเค ทำให้ต้องแก้อยู่หลายรอบ ทำให้ได้รู้ว่ามุมมองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งที่เราคิดว่าดีแล้ว มันอาจจะไม่ดีในสายตาคนอื่นก็ได้ แต่ก็แก้ไขจนออกมาเป็นรูปเล่มที่เสร็จสมบูรณ์ได้ และนี่คือตัวอย่างการจัดหน้าค่ะ



งานหลักๆ อย่างที่สองก็คือการทำ AR ค่ะ นำวิดีโอมาใส่ในนิตยสาร เพื่อทำให้นิตยสารเราเป็นมากกว่านิตยสาร โดยได้จัดทำไปทั้งหมด 9 QR Code ค่ะ มีกระจายอยู่ทั่วทั้งเล่ม เพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับบรรยากาศจริงๆในการเดินทาง ไม่ใช่เพียงแค่รูปภาพแบบนิตยสารทั่วๆไป สำหรับใครที่ได้อ่านนิตยสารของเรา อย่าลืมโหลดแอพพลิเคชั่น Junaio แล้วมาส่องเพื่อดูคลิปวิดีโอกันนะคะ และนี่คือตัวอย่างการใส่ QR Code ลงในนิตยสารค่ะ 




อย่างที่สาม ได้มีโอกาศได้เป็นนักเขียน ได้เขียนคอลัมน์เหมือนคนอื่นเขาด้วยค่ะ โดยในนิตยสารเล่มนี้ เขียนไปทั้งหมด 4 คอลัมน์ ก็คือ 1. คอลัมน์  slow life 2. คอลัมน์ ใครไม่สน...สวนสน 3. คอลัมน์ ช็อป ชิม ชิล "ตลาดนัดรถไฟ รัชดา" 4. คอลัมน์ วัดถ้ำเขาประทุน สถานที่แห่งความสงบ และนี่คือตัวอย่างคอลัมน์ที่เขียนค่ะ



และยังได้มีโอกาสร่วมเขียนดัมมี่และตรวจพรูฟกับเพื่อนด้วยค่ะ ในส่วนของดัมมี่นั้นต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยที่เราไม่สามารถกำหนดจำนวนหน้าที่แน่นอนได้ ด้วยความที่เพื่อนอยากเขียนเนื้อหาเยอะหรือน้อย หรือมีรูปสวยๆเยอะ จึงต้องมีการอัปเดตดัมมี่อยู่ตลอดเวลา และเราเป็นฝ่ายการฟิคจะรู้ดีสุดว่าเราจัดไปถึงหน้าไหนแล้วมีเนื้อหาอะไรบ้าง  และในส่วนของการตรวจพรูฟ กลุ่มของเราได้ปริ๊นออกมาตรวจสองรอบเพื่อความรอบครอบ เพราะการที่ปริ๊นออกมาจะตรวจคำผิด คำตกหล่น หรือการเว้นวรรคได้ง่ายกว่า และเราจัดหน้าในคอมพิวเตอร์กับดูในกระดาษมันไม่เหมือนกัน ดูในคอมว่าสวยแล้ว เมื่อปริ๊นออกมามันก็ยังไม่สวยเหมือนอย่างที่เราคิด




ขั้นตอนการทำงาน

- ประชุมวางแผนงานถกเถียงกันอย่างหนัก ได้ความว่าเราจะทำนิตยสารท่องเที่ยว ที่ชื่อว่า OnTheWay (ออน เดอะ เวย์) กลุ่มเป้าหมายเป็น นิสิตและนักศึกษาทั่วไป เน้นวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงปิดเทอม เพราะนิตยสารเราจะออกวางแผงในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเกือบจะปิดเทอมพอดี



- คิดหาคอนเซปต์หลักของนิตยสารเรา โดยตอนแรกได้แรงบันดาลใจมาจาก ตอนไปดูงานที่ อ.ส.ท. เป็น คอนเซปต์ Slow Life แต่เนื่องจากมันเป็นคำที่มีความหมายคลุมเครือ ก็เลยเปลี่ยนเป็น CHILLIN’ JOURNEY แทน เพราะเราต้องการจะนำเสนอการเดินทางออกไปท่องเที่ยงแบบชิวๆ เหมาะสำหรับวัยรุ่น

- จัดทำดัมมี่มาเสนออาจารย์ เพื่อกำหนดคอลัมน์ของแต่ละคนว่าจะเขียนคอลัมน์เกี่ยวกับอะไรบ้าง และเขียนจำนวนกี่หน้า


- เริ่มเขียนคอลัมน์ของแต่ละคน ออกเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ตามความสนใจ


- ออกทริปรวม เพื่อนำมาเขียนเป็นคอลัมน์หลัก โดยเราเลือกไปที่จังหวัดนครราชสีมา เพราะจังหวัดนครราชสีมากหรือโคราชนั้นเป็นจังหวัดใหญ่ มีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะ และเป็นบ้านของเพื่อนในกลุ่ม เป็นการประหยัดงบประมาณไปในตัวอีกด้วย


- นักเขียนเขียนคอลัมน์หลัก ช่างภาพแต่งภาพที่ไปถ่ายมา กราฟิคเริ่มจัดรูปเล่มในโปรแกรม 
Adobe InDesign วางเลเอาท์ จัดข้อความ ออกแบบปก สันปก ให้สวยงาม

- ตรวจพรูฟด้วยการปริ๊นงานออกมา ตรวจคำผิด การจัดวาง การใช้ฟอนต์ การเรียงลำดับรูป เมื่อเสร็จแล้ว
ก็นำไปแก้ไขในโปรแกรม และปริ๊นออกมาตรวจอีกรอบ

- ตัดต่อคลิปวิดีโอทั้งหมด 9 คลิป 9 สถานที่ เพื่อนำมาทำ AR เมื่อเสร็จแล้วก็ทำ AR ในโปรแกรม
Creator เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับนิตยสารมากยิ่งขึ้นค่ะ

- ตรวจทุกอย่างให้เรียบร้อยอีกรอบ แล้วจึงส่งให้โรงพิมพ์ไปจัดการต่อไปค่ะ


สิ่งที่ได้เรียนรู้ (ด้านความรู้)

- การตั้งจุดมุ่งหมาย และทำตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้
- ได้เรียนรู้การจัดหน้าหนังสือโปรแกรม Adobe InDesign จากที่เคยใช้ไม่เป็น จนตอนนี้ใช้คล่องแล้วค่ะ 
- ได้เรียนรู้งานเขียน การเขียนคอลัมน์นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กว่าจะกลั่นได้ออกมาแต่ละตัวอักษร
 ต้องลบแล้วลบอีก
- ได้เรียนรู้หลักการออกแบบหน้านิตยสารให้มีความน่าสนใจ และสื่อสารได้ตรงตามความต้องการของเรา
- ได้เรียนรู้การกระบวนการทำงานในกองบรรณาธิการ ว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง และมีขั้นตอนอย่างไร
- มีความคิดสร้างสรรค์ ในการออกแบบหลายๆ อย่าง

สิ่งที่ได้เรียนรู้ (ด้านการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม)

- ความใจเย็น เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะสำหรับบางคน ต่อให้เร่งเขาขนาดไหน เขาก็ไม่ทัน เพราะฉนั้นเราจะต้องใจเย็นและทำได้แค่รอเท่านั้น
- การตามงาน การจะทำงานใหญ่ มันควรที่จะทยอยๆ ทำเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่ามาอัดทำตอนสุดท้ายอย่างเดียว  คนเป็นหัวหน้าก็ต้องคอยถามหาความคืบหน้าอยู่ตลอดด้วย
- การนอนดึก การทำนิตยสารหนึ่งเล่ม ทำให้สกิลในการโต้รุ่งอัพขึ้นสูงมาก
- การประสานงาน ได้เรียนรู้แล้วว่า การที่เรามาเจอกันตัวต่อตัว ได้คุยกันตรงๆ นั้น มันดีกว่าการคุยกันผ่านตัวอักษรมาก
- การได้เห็นข้อดีของเพื่อน การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ทำให้เพื่อนบางคนดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ให้เราเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อนและค่อนข้างประทับใจมาก
- การประณีประนอม เราจะต้องมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะทุกคนต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง
- การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เราจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้งไม่ได้ เพราะบางสิ่งที่เราเห็นว่าดีในสายตาเรา อาจจะไม่ได้ดีในสายตาคนอื่นก็ได้
- ความรับผิดชอบ ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายของเราให้ออกมาดีที่สุด
- ความมีน้ำใจ เมื่อทำหน้าที่ของเราเสร็จแล้ว ก็ควรจะช่วยเหลือเพื่อนที่ยังมีปัญหาอยู่ด้วย
- ความมุ่งมันในการทำงาน ถ้าเรามีความมุ่งมั่นแล้ว ต่อให้อุปสรรคจะมากมายขนาดไหนเราก็จะผ่านมันไปได้
- ความใส่ใจในการทำงาน ถึงแม้จะเป็นจุดผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เราก็เต็มใจที่จะแก้ไขมัน

ขอบอกเลยว่านี่เป็นการทำนิตยสารอย่างจริงจังครั้งแรกของเรา มีอะไรให้เราเรียนรู้มากมาย แม้มันจะเหนื่อยและท้อขนาดไหน แต่เราก็สนุกไปกับการทำสิ่งที่แปลกใหม่ และกำลังใจจากเพื่อนๆ ที่คอยมีให้กันเสมอ ขอบคุณเพื่อนในกลุ่มทุกคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอย่างยาวนาน ตอนนี้นิตยสารของเราก็ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว อยากบอกว่าภูมิใจมากกกกกก จนสามารถทำให้เราอารมณ์ดีไปทั้งวันได้เลย สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ที่สนใจอ่าน OnTheWay Magazine ติดตามได้ทาง E-Book นะคะ  ^^


ลิ้งค์ E-Book ค่ะ >>> http://online.flipbuilder.com/zhih/rfvp/#p=68





วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การเขียนหนังสือสำหรับเด็ก ครั้งที่3

ช่วงนี้ก็กำลังพยายามวาดเรื่อยๆนะคะ แต่ว่ายุ่งมากกกกกกกกกก

อันนี้เป็นตัวละครทั้งหมดนะคะ
ส่วนนี้เป็นตัวอย่างการเอาสัตว์ต่างๆ มาประกอบกับฉากค่ะ

ส่วนนี้เป็นตอนนี้ที่วันเลือกตั้งก็ไม่มีใครสนใจค่ะ
ก็จะประมาณนี้นะคะ จะทยอยทำเรื่อยๆ ค่ะ

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

การเขียนหนังสือสำหรับเด็ก ครั้งที่2

เนื้อหาในแต่ละหน้า
หน้าที่ 1 – 2 : ในป่าใหญ่ที่มีสัตว์มากมายอาศัยอยู่ สัตว์ทุกตัวกำลังวุ่นอยู่กับงานของตัวเองไม่มีใครสนใจการเลือกตั้งเจ้าป่าที่ใกล้เข้ามาทุกที
หน้าที่ 3 – 4 : ผู้ลงสมัครเป็นเจ้าป่ามีอยู่สองตัวก็คือ สิงโตผู้น่าเกรงขาม และเสือดาวเจ้าเล่ห์ที่ชอบแกล้งสัตว์ตัวอื่นๆ อยู่เป็นประจำ
หน้าที่ 5 – 6 : จนเมื่อวันเลือกตั้งมาถึงสัตว์ทุกตัวก็ยังวุ่นอยู่กับงานเหมือนเดิม ไม่มีสัตว์ตัวใดมาเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งต้องถูกยกเลิกไป
หน้าที่ 7 – 8 : เจ้าเสือดาวเจ้าเล่ห์จึงถือตนเองเป็นผู้ปกครองป่าผืนนี้ เจ้าเสือดาวได้ใช้อำนาจของตนเองกดขี่ข่มเหงรังแกสัตว์ตัวอื่นไปทั่ว
หน้าที่ 9 – 10 : เจ้าลิงถูกแย่งกล้วยไป จึงร้อง เจี๊ยก เจี๊ยก เจ้านกถูกทำลายรัง จึงร้อง จิ๊บ จิ๊บ
หน้าที่ 11 – 12 :  เจ้าช้างถูกกัดที่ขา จึงร้อง แปร๋น แปร๋น เจ้าม้าถูกทำลายทุ่งหญ้า จึงร้อง ฮี่ ฮี่ 
หน้าที่ 13 – 14 : จนสัตว์ทุกตัวในป่าทนไม่ไหว จึงรวมตัวกันขอร้องให้มีการเลือกตั้งเจ้าป่าครั้งใหม่
หน้าที่ 15 – 16 : เมื่อถึงวันเลือกตั้งครั้งนี้ สัตว์ทุกตัวต่างออกมาใช้สิทธ์เลือกตั้งกันอย่างร่วมมือร่วมใจ ทุกตัวพยายามเลือกผู้นำที่ดีที่สุดให้แก่ตัวเอง
หน้าที่ 17 – 18 : ผลการเลือกตั้งออกมาเป็นเอกฉันท์ สิงโตผู้น่าเกรงขามถูกเลือกให้เป็นเจ้าป่าที่ทำหน้าที่ปกครองป่าผืนนี้
หน้าที่ 19 – 20 :  เมื่อได้รับเลือก สิงโตจึงดูแลสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นอย่างดี สัตว์ในป่าจึงอยู่รวมกันอย่างมีความสุขตลอดไป


นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเลือกตั้งนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ทุกคนควรออกมาใช้สิทธิ์ของตัวเองเ พื่อให้มีผู้นำที่ดี

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2558

เขื่อนขุนด่านปราการชล


ครั้งนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปที่นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินชมวิวที่สวยงามกันแล้ว ยังได้รับความรู้อย่างมากมายอีกด้วย และที่นั่นก็คือ เขื่อนขุนด่านปราการชล โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดยาวที่สุดในประเทศไทยและในโลก ที่จังหวัดนครนายกนั่นเองค่ะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖  เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนม์พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการ และก่อสร้างเขื่อนคลองท่าด่าน ที่บ้านท่าด่าน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำนครนายกตอนบน เพื่อช่วยให้ราษฎรทางตอนล่างมีน้ำใช้ทำการเกษตร การอุปโภคบริโภค รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัยที่มักจะเกิดขึ้นในเขตจังหวัดนครนายกเป็นเป็นประจำทุกปี เพื่อการอุตสาหกรรม และเพื่อการแก้ไขพื้นที่ดินเปรี้ยวอีกด้วย



ตัวเขื่อนประกอบด้วยเขื่อนหลักและเขื่อนรองสร้างด้วยคอนกรีตบดอัด ปัจจุบันเป็น เขื่อนคอนกรีตบดอัดที่มีความยาวที่สุดในโลก มีความยาวรวม 2,593 เมตร ความสูง ( สูงสุด ) 93 เมตร รับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำมีความจุ 224 ล้าน ลบม.

วัตถุประสงค์
๑.  เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน โดยสามารถจัดสรรน้ำให้พื้นที่ชลประทาน ได้ ๑๘๕,๐๐๐ ไร่ ด้วยโครงการท่าด่านเดิม ๖,๐๐๐ ไร่ โครงการท่าด่านส่วนขยาย ๑๔,๐๐๐ ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครนายก  ๑๖๕,๐๐๐ ไร่
๒.  เพื่อเป็นแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรม  
๓.  เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตจังหวัดนครนายก
๔.  เพื่อแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวในเขตจังหวัดนครนายก

การเดินทาง
- รถยนต์ จากกรุงเทพ ฯ ( ทางหลวงหมายเลข 305 หรือ 33) – นครนายก – (น้ำตกนางรองใช้ถนนหมายเลข 3049) – ผ่านอุทยานวังตะไคร้ เลี้ยวขวาเข้าถนนสู่ตัวเขื่อน
- รถโดยสารประจำทาง จากกรุงเทพ ฯ นครนายก มีบริการรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งสายเหนือ (ถนนกำแพงเพชร 2) ทุกวัน สอบถามได้ที่ โทร .0-2936-3660, 0-2936-3666


ข้อมูลติดต่อ
เขื่อนขุนด่านฯ ตู้ ปณ. 4 ต.หินตั้ง อ.เมือง นครนายก 26000
โทรศัพท์ 0 3738 4208-9 โทรสาร 0 3738 4210



เขื่อนขุนด่านปราการชลถือเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีมากอีกที่หนึ่ง เพราะว่าสามารถนำไปบูรณาการกับการเรียนการสอนได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น เรื่องพระราชกรณียกิจของในหลวงในวิชาสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม เรื่องตำแหน่งที่ตั้งและที่มาของน้ำที่ไหลมาในวิชาภูมิศาสตร์ การแก้ปัญหาดินเปรี้ยวและเพราะพันธ์ปลาในวิชาเกษตกรรม การคำนวณปริมาณน้ำในแต่ละปีในวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบการกับเก็บน้ำในวิชาวิทยาศาสตร์ และอีกมากมายที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้สอนจะสามารถนำความรู้ในเรื่องต่างๆ ไปปรับใช้ได้มากน้อยแค่ไหนค่ะ

แน่นอนว่ามาถึงเขื่อนขุนด่านปราการชลทั้งที เรามาลองเก็บเกี่ยวความรู้ให้ได้มากที่สุดกันดีกว่าว่าจะได้ความรู้ในเรื่องใดบ้าง
- หนึ่งในโครงการในพระราชดำริ พระราชกรณียกิจของในหลวงนั้นมีมากมายจนอธิบายไม่หมด นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างของโครงการที่ควรศึกษาไว้ค่ะ
- ตำแหน่งที่ตั้ง เขื่อนนี้ตั้งอยู่ในจังหวัดนครนายก สามารถรับน้ำที่ไหลจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ผ่านน้ำตกเหวนรกลงสู่อ่างเก็บน้ำในเขื่อน
- การจัดการระบบน้ำ ทั้งในเรื่องของการผันน้ำ การระบายน้ำล้น การระบายน้ำฉุกเฉิน การระบายลำน้ำเดิม การระบายน้ำคลองชลประทาน
- ขนาดและความจุของเขื่อน ว่าเขื่อนนี้รับปริมาณได้มากน้อยแค่ไหน
- เป็นแหล่งน้ำในการทำเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค และบรรเทาอุทกภัยในกับจังหวัดนครนายก
- เป็นสถานที่ตัวอย่างในการแก้ปัญหาดินเปรี้ยว และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา

เมื่อได้ความรู้ไปมากมายแล้ว ก็มาพูดต่อในเรื่องของเจตคติกันว่าได้อะไรมาบ้าง
- พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการก่อสร้างเขื่อนนี้ ในหลวงทรงมีพระประสงค์เพื่อที่จะขจัดปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง และดินเปรี้ยว ด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ และระบบชลประทานขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บกักน้ำและจัดสรรน้ำอย่างเป็นระบบ ให้พอเพียงกับความต้องการของกิจกรรมทุกประเภทภายในลุ่มน้ำนครนายกและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นสิริมงคลสูงสุดแก่พสกนิกรชาวจังหวัดนครนายกเป็นอย่างสูง
- ความมุ่งมั่นในการทำงาน กว่าจะก่อตั้งโครงการแต่ละโครงการขึ้นมาได้ต้อง จะต้องมีขั้นตอนกระบวนการที่มากมาย เมื่อไปเห็นสถานที่ที่กว้างใหญ่ขนาดนั้นจึงอดคิดไม่ได้ว่าในหลวงต้องเหน็ดเหนื่อยและมุ่งมั่นมากขนาดไหน

นอกจากนี้ยังได้ ทักษะการแก้ปัญหาที่ดี เพราะเขื่อนนี้ก่อตั้งขึ้นมาจากการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมบ้านเรือนราษฎร ไร่นาและพื้นที่การเกษตรในหน้าฝน แก้ปัญหาภัยหน้าแล้ง และปัญหาดินเปรี้ยว ให้พื้นที่บริเวณนั้นมีความอุดมณ์สมบูรณ์ ให้ได้เรียนรู้ว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว เราควรแก้ปัญหาอย่างไรให้ตรงจุด และไม่กระทบกระเทือนกับสิ่งอื่น เป็นทักษะที่ใช้ได้เมื่อเกิดปัญหาต่างๆขึ้น

เห็นมั้ยคะว่าการไปเที่ยวครั้งนี้นี่ได้ความรู้มากมายเลย ใครที่เบื่อน้ำทะเล หรือน้ำตกแล้ว ว่างๆ อยากไปเที่ยวก็ขอให้เขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกนะคะ เพราะว่าบรรยากาศดีและอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากค่ะ




วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

การเขียนหนังสือสำหรับเด็ก ครั้งที่1

การเขียนหนังสือนิทานสำหรับเด็กๆนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ ต้องมากหลายขั้นตอนมากๆ ตอนนี้เราก็เริ่มทำแบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่ค่ะ เริ่มจากเขียนเค้าโครงของหนังสือกันก่อนเลย

Theme ค่านิยม  12 ประการ : ข้อที่ 7 เข้าใจเรียนรู้การเป็นประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ถูกต้อง

ชื่อเรื่อง : เจ้าป่าตัวใหม่

กลุ่มเป้าหมาย : วัยประถมศึกษาตอนต้น (ป.1-.2 อายุ 6-7 ขวบ)

ประเภทหนังสือ : บันเทิงคดี (ร้อยกรอง)

แก่นของเรื่อง/สาระสำคัญ : การเลือกตั้ง

โครงสร้างเนื้อหา/ความนำและความท้าย : ในป่าใหญ่ที่มีสัตว์มากมายอาศัยอยู่ ทุกตัวกำลังมุ่นอยู่กับงานของตัวเองไม่มีใครสนใจการเลือกตั้งเจ้าป่าที่ใกล้เข้ามาทุกที ผู้ลงสมัครเป็นเจ้าป่ามีอยู่สองตัวคือ เสือดาวเจ้าเล่ห์ที่ชอบแกล้งสัตว์ตัวอื่นๆและสิงโตผู้น่าเกรงขาม จนเมื่อวันเลือกตั้งมาถึงก็ไม่มีสัตว์ตัวใดมา ทำให้การเลือกตั้งต้องถูกยกเลิก เจ้าเสือดาวเจ้าเล่ห์จึงถือตนเองเป็นผู้ปกครองป่าผืนนี้ เจ้าเสือดาวได้ใช้อำนาจของตนเองกดขี่ข่มเหงรังแกสัตว์ตัวอื่นไปทั่ว จนสัตว์ทุกตัวทนไม่ไหวจึงรวมตัวกันขอร้องให้มีการเลือกตั้งเจ้าป่าครั้งใหม่ เมื่อถึงวันเลือกตั้งครั้งนี้สัตว์ทุกตัวต่างออกมาใช้สิทธ์เลือกตั้งกันอย่างร่วมมือร่วมใจ ผลการเลือกตั้งเป็นเอกฉันท์ สิงโตผู้น่าเกรงขามถูกเลือกให้เป็นเจ้าป่า เมื่อได้รับเลือกสิงโตจึงดูแลสัตว์ทุกตัวในป่าเป็นอย่างดี สัตว์ในป่าจึงอยู่รวมกันอย่างมีความสุขตลอดไป

ฉาก : ป่า ที่เลือกตั้ง


ตัวละคร : สิงโต เสือดาว และสัตว์ที่อยู่ในป่า ( กระต่าย ลิง ช้าง ยีราฟ ม้าลาย หนู)

ในส่วนโครงร่างคร่าวๆก็จะเป็นแบบนี้หละค่ะ ที่เราต้องคิดเป็นส่วนแรกในการทำหนังสือนิทาน

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

เปิดประสบการณ์"นักศึกษาไทยในต่างแดน"

ในปัจจุบันต้องยอมรับเลยนะคะ ว่าทุกอย่างรอบตัวเรานั้นได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งการคมนาคม เศรษฐกิจ รวมถึงวงการการศึกษาด้วย ทุกวันนี้มีนักเรียนนักศึกษาจำนวนมากที่อยากไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะคนที่ถนันทางด้านภาษาในประเทศนั้นๆ วันนี้เราก็เลยนำบทสัมภาษณ์ของ "แนน" นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ได้มีโอกาศไปเรียนที่จีน มาแชร์ประสบการณ์ให้ได้อ่านกันคะ



สวัสดีค่ะ แนะนำตัวหน่อยค่า
ชื่อ แนน วิลาสินี อินธิกาย กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยบูรพา คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาจีน ปี 3 ค่ะ


ได้ทราบมาว่าแนนได้ไปเรียนต่อที่จีน เลยอยากรู้ว่ามีจุดเริ่มต้นอย่างไรคะ?
เริ่มต้นที่ทางภาควิชาภาษาจีน มีโครงการให้นักศึกษาเอกจีน ที่สนใจอยากจะไปเรียนต่อในประเทศจีน ได้ไปเรียนปีสามที่ประเทศจีน โดยไม่ต้องกลับมาเรียนซ้ำที่ประเทศไทยอีก1ปี แนนก็สนใจนะ เลยปรึกษาทางบ้าน เค้าก็สนับสนุนเลยตกลงไปเลย

ได้ไปเมืองไหนมาคะ สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไรบ้าง?
ไปเมืองเวินโจวค่ะ อยู่ที่มณฑณเจ้อเจียง ไม่ใช่เมืองชื่อดังเหมือนพวกปักกิ่งนะค้ะ คล้ายกลับต่างจังหวัดของบ้านเรา สภาพแวดล้อมถือว่าดีมากเลยค่ะ การจราจรไม่แออัดเลย อากาศบริสุทธิ์มากๆ ชอบค่ะ


การเรียนการสอนของที่จีนยากมั้ยคะ แล้วแตกต่างจากที่ไทยอย่างไรบ้าง?
ช่วงที่ไปถึงที่จีนอาทิตย์แรกๆ คิดว่ายากมากสำหรับแนนนะ เพราะแนนเหมือนยังปรับตัวไม่ได้ การพูดของคนจีนแรกๆ ฟังยังงงอยู่เลย แต่ไปซักพักแนนว่าเรียนที่จีนดูง่ายกว่าที่ไทยอีก เพราะอาจารย์ที่จีนเค้ารู้ว่าเราเป็นนักเรียนต่างชาติเค้าก็จะไม่สอนเร็ว ไม่เข้าใจเค้าก็จะอธิบายซ้ำ เหมือนเค้าดูเกรงใจเราด้วย เนื้อหาที่เรียนก็ค่อนข้างเข้าใจง่ายด้วยค่ะ


สิ่งที่ได้รับจากการไปเรียนที่จีน?
ส่วนใหญ่ก็ทางด้านภาษาเลย เพราะเราไปอยู่ที่ประเทศจีนได้ฟัง ได้พูด ได้อ่าน ได้ใช้ชีวิตที่นู้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องพูดภาษาจีน แล้วก็เรื่องการใช้ชีวิตค่ะรู้เลยว่าไปอยู่ต่างประเทศเป็นยังไง แต่แนนถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ถ้ามีโอกาสก็อยากจะกลับไปอีกค่ะ


แล้วอุปสรรคในการเรียนอยู่ที่นั้นมีอะไรบ้างคะ?
ด้านการสื่อสารค่ะ เพราะอย่างที่บอกช่วงแรกๆแนนปรับตัวไม่ได้ ฟังอาจารย์ไม่ค่อยเข้าใจ  อย่างอยู่ที่ไทยก็มีสอนเป็นไทยบ้าง จีนบ้าง แต่ที่จีนเรียนเป็นภาษาจีนทั้งหมดเลย ก่อนไปเรียนก็ต้องมีเตรียมบทเรียนทุกครั้ง ถ้ามีการบ้านที่ไม่เข้าใจก็จะให้เพื่อนคนจีนช่วยอธิบาย


รู้สึกเหนื่อยหรือท้อบ้างมั้ยคะ เวลาไปอยู่ที่นู้น?
แรกๆท้อมากค่ะ อยากกลับบ้านสุดๆ อาหารก็กินไม่ค่อยได้ ฟังก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง คิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่ แต่อยู่ไปซักพักเริ่มสนุก มีหลายเรื่องให้ลองทำ หลังๆนี่ไม่อยากกลับไทยเลย


ในฐานะที่เราเป็นคนไทยที่ได้มีโอกาสไปอยู่ที่จีน ในสายตาคนจีนมองคนไทยเป็นอย่างไรบ้างคะ?
เวลาไปซื้อของพอเค้ารู้ว่าเป็นคนไทย เค้าจะชมนะว่าคนไทยเวลาพูดสำเนียงเหมือนคนจีน คือฟังง่าย ถ้าเคยได้ยินคนทางแถบยุโรปพูดจีนจะฟังยาก บางคนก็บอกเค้ามีโอกาสอยากไปเที่ยวที่ไทย สถานที่ท่องเที่ยวสวย แล้วก็ชมคนไทยสวย


สุดท้ายนี้ อยากจะฝากอะไรถึงเพื่อนๆที่อยากไปเรียนที่ต่างประเทศบ้างมั้ยคะ?
ถ้าใครมีโอกาสที่จะไปเรียนนะคะ ก็อยากให้ไปเพราะคุณจะได้ประสบการณ์หลายๆ เรื่องที่คุณไม่ได้รับถ้าเรียนที่ไทย รับรองว่าคุณจะสนุกจนไม่อยากกลับไทย

เป็นอย่างไรบ้างคะ? รู้สึกอยากไปเพิ่มมากขึ้นอีกละสิ ฮ่าๆๆ สุดท้ายก็อยากฝากไว้ว่า ถ้าใครที่มีโอกาสได้ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ก็ให้รีบคว้าโอกาสนั้นไว้นะคะ เพราะประสบการณ์แบบนี้แค่ฟังคนอื่นเล่าไม่ได้แต่ต้องไปสัมผัสด้วยตนเองค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

โปสเตอร์คุณภาพ "ฮาชิมะโปรเจกต์"

การทำภาพยนต์ออกมาเรื่องหนึ่งนั้นต้องมีการทำงานทั้งในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง และการออกแบบโปสเตอร์ภาพยนต์นั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบมาอย่างดี เพราะว่าตัวโปสเตอร์ภาพยนต์นี้เป็นตัวดึงดูดแรกจากผู้ชม ว่าภาพยนต์เรื่องนี้น่าดูหรือไม่ ถือว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นควรจะมีรางวัลสำหรับคนเบื้องหลังในส่วนนี้ ให้ผู้ทำงานเบื้องหลังได้มีกำลังใจ และภาคภูมิใจในฝีมือตัวเอง เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไปอีก 

หนึ่งในรางวัลสำหรับคนเบื้องหลัง คือ รางวัลการออกแบบโปสเตอร์ภาพยนต์ไทยยอดเยี่ยม สวนดุสิต ไทยมูฟวี่ โปสเตอร์ อะวอร์ดส แล้วประจำปี 2226-2557 โดยในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้วจัดโดยหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฆิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ส่วนในเรื่องของการตัดสินนั้น กรรมการใช้เกณฑ์การตัดสินจากหลายมิติ เช่น การสื่อสารที่ชัดเจน การจัดวางองค์ประกอบ การออกแบบตัวอักษร การใช้โครงสี และการเล่าเรื่อง ฯลฯ โดยรางวัลชนะเลิศในปีนี้นั้นตกเป็นของ โปสเตอร์ภาพยนต์เรื่อง ฮาชิมะโปรเจกต์ จาก M39  พร้อมรางวัลป๊อปปูล่าร์โหวตไปอีก 1 รางวัล



ในวันนี้เราก็จะมาวิเคราะห์กันว่าโปสเตอร์นี้ออกแบบมายังไง ทำไมถึงได้รางวัล เริ่มจากที่คำโปรยเรื่องเลย "ไม่ใช่ที่แรกที่กล้าลบหลู่ แต่เป็นครั้งแรกกับอันดับโลก" ความหมายที่สื่อตรงตัวออกมาว่าหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกของคนไทยที่ไปถ่ายทำหนังผีที่ต่างประเทศนะ เป็นการบอกเล่าเรื่องราวอย่างกระชับสั้นๆง่ายๆได้ใจความ

การจัดวางองค์ประกอบของภาพนั้นก็ถือว่าเป็นการเล่าเรื่องราวได้อย่างหนึ่ง จากที่ดูแล้วสามารถตีความได้ว่า หนังเรื่องนี้จะต้องไปถ่ายทำที่เมืองร้าง เป็นตึกเก่าๆที่มีเรื่องลี้ลับอยู่อย่างแน่นอน ภาพที่สื่อออกมานั้นมีความน่ากลัว ความหลอน และเรือนราง มีนักแสดงนำห้าคนและมีผีหนึ่งตัว เรื่องจะต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของห้าคนนี้ ผ่านการผจญภัยกับสิ่งลี้ลับมาจนเนื้อตัวมอมแมม

การออกแบบตัวอักษรนั้นและเรื่องการใช้โทนสีนั้น แค่ดูชื่อเรื่องอย่างเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเป็นหนังผี เพราะตัวอักษรนั้นมีความหลอน ความน่ากลัวอยู่ในตัวโดยการทำให้ตัวอักษรเลอะๆ เหมือนเปื้อนฝุ่น ตรงคำว่าฮาชิมะนั้นใช้รูปแบบตัวอักษรที่ขาดๆ ตรงปลายคล้ายกับเลือดทำให้ดูน่ากลัวขึ้น โทนสีที่ใช้นั้นคือสีดำและเทาเป็นหลักสื่อถึงความดำมืด สิ่งลี้ลับ ผีสาง ความน่ากลัว และนำสีแดงที่สื่อถึงความกล้าหาญและเลือด มาตัดกันทำให้ชื่อเรื่องดูโดดเด่นขึ้นมาจากโปสเตอร์เป็นอย่างมาก

การที่เราจะเลือกชมภาพยนต์แต่ละเรื่องนั้น โปสเตอร์ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งในการตัดสินใจ บางเรื่องอาจจะดูสนุกสนาน ตลก น่ากลัว ลี้ลับ เข้มข้น ก็แล้วแต่รูปแบบที่ต้องการนำเสนอ ถ้าเราได้เห็นโปสเตอร์สวยๆ สื่อความหมายได้ดี น่าติดตาม ก็ทำให้เรารู้สึกอยากดูภาพยนต์เรื่องนั้นขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นความน่าติดตามของภาพยนต์ก็อาจตัดสินกันได้จากโปสเตอร์เลยทีเดียว

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www2.dusit.ac.th/sdu/activities/news/2014-06-9/evt_03035.pdf

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ไอซิส(น่ารัก)จัง

สื่อสิ่งพิมพ์นั้นมีบทบาทสำคัญอยู่ที่การสื่อสาร จะต้องสามารถถ่ายทอดเรื่องราวหรือข้อความที่ผู้จัดทำต้องการจะสื่อสารออกไป ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ให้ได้ โดยสื่อสิ่งพิมพ์นั้นมีอิทธิพลมากในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ เป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร และยังมีอิทธิพลในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ซึ่งสามารถนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงสังคมโลกได้

ช่วงที่ผ่านมานี้เชื่อว่าทุกคนต้องได้ยินข่าวเกี่ยวกับข่าวรุนแรงที่เพิ่มระดับขึ้นทุกวัน จากกลุ่มก่อการร้ายที่ใช่ชื่อว่า ISIS ซึ่งมีข่าวน่าสลดใจกับความป่าเถื่อนของบุคคลกลุ่มออกมาอยู่เรื่อยๆ หนึ่งในนั้นก็คือการสังหารนักข่าวชาวญี่ปุ่น 2 ท่าน สร้างความสะเทือนใจให้ชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

แต่การโต้ตอบของญี่ปุ่นนั้นกลับผิดคาดและสร้างความประหลาดใจให้กับคนทั่วโลกเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากญี่ปุ่นจะไม่ได้โต้ตอบด้วยความรุนแรงแล้ว กลับตอบโต้กลุ่มก่อการร้าย ISIS อย่างสุภาพ อ่อนโยน ไม่แข็งกร้าว ไม่ล้ำเส้นศาสนา ด้วยความน่ารักผ่านตัวการ์ตูนที่มีชื่อว่า ISIS -Chan (ไอซิสจัง) แทน

ที่มาภาพ : http://www.zcooby.com/wp-content/uploads/2015/02/wpid-Photo-20150204110248907.jpg
ISIS -Chan หรือ ไอซิสจัง นั้นเป็นตัวการ์ตูนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อล้อเลียนกลุ่มก่อการร้าย ISIS โดยเปลี่ยนบุคลิกให้ออกมาเป็นเด็กสาวน่ารักในชุดคลุมสีดำ ชอบกินเมล่อน ซึ่งเมล่อนก็เป็นการล้อเลียน ISIS อีกอย่างหนึ่ง เพราะคำว่า เมล่อน ในภาษาญี่ปุ่นนั้นออกเสียงคล้ายๆกับคำว่า Million ซึ่งหมายถึงเงินค่าไถ่ที่ทาง ISIS เรียกจากรัฐบาลญี่ปุ่นนั้นเอง

โดยทางญี่ปุ่นมีความหวังว่าจะแทรกแซงผลการค้นหาจาก Google เพื่อให้คนที่ค้นหาข้อมูลของ ISIS เจอแต่ไอซิสจัง เป็นการทำลายศักยภาพการประชาสัมพันธ์ของกลุ่มก่อการร้ายลง และระบุอีกว่า ISIS ไม่สามารถทำลายจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นได้

ที่มาภาพ : http://www.zcooby.com/wp-content/uploads/2015/02/wpid-Photo-20150204110248823.jpg
นอกจากนี้ยังเรียกร้องไปยังผู้คนทั่วโลกให้ช่วยกันทำภาพของไอซิสจังขึ้น เพื่อเป็นการโต้ตอบกลุ่ม ISIS แบบอหิงสา โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นการต่อต้านกลุ่ม ISIS ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือขุ่นข้องหมองใจให้ใครทั้งนั้น ดังนั้น ภาพของ "ไอซิสจัง" จะต้องไม่ไปพาดพิงถึงศาสนาอิสลาม พระคัมภีร์ ศาสดาของศาสนาหรือแม้แต่สัญลักษณ์ใดๆก็ตามที่เกี่ยวโยงกับศาสนา ภาพที่วาดต้องให้ความเคารพในตัวประกัน ไม่มีความสยดสยองใดๆ และต้องไม่ลามกอนาจาร ไม่โป๊เปลือย

การที่จะตอบโต้ความรุนแรงไม่จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับเสมอไป ไม่จำเป็นต้องมีสงครามหรือความตาย แต่สามารถใช้สื่อสิ่งพิมพ์ให้เป็นประโยชน์โดยการโต้ตอบกลับไปอย่างสุภาพ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า จิตใจของมนุษย์นั้นอยู่ในระดับที่ไม่เท่ากันส่งผลถึงความเป็นมนุษย์ของคนๆ นั้นด้วยเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

STOP CYBERBULLYING !!!

ในสังคมปัจจุบันนี้ มีการติดต่อสื่อสารกันผ่านโลกออนไลน์ากขึ้นจนแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตวัยรุ่นอย่างพวกเราไปแล้ว บางคนนั้นอาจเล่นบ้างไม่เล่นบ้าง แต่ก็มีบางคนที่ติดแบบงอมแงมกันเลยทีเดียว และภัยร้ายแรงอย่างหนึ่งของโลกออนไลน์ก็คือ Cyberbullying

Cyberbullying คือการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ คือการทำร้ายผู้อื่นให้อับอายผ่านการใช้สื่่ออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบต่างๆ เช่น Facebook Twitter YouTube E-mail บล็อก เมสเซจ โทรศัพท์ และยังรวามไปถึงการส่งข้อมูลส่วนตัวของคนคนหนึ่งไปยังพื้นที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาติจากเจ้าของ นอกจากนั้นการส่งข้อความให้ร้ายไปยังผู้อื่น หรือเขียนคอมเมนต์ที่เป็นการต่อว่า การทำร้ายซ้ำๆ ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือได้รับผลกระทบทางจิตใจ ก็ถือว่าเป็น Cyberbullying อีกด้วย

ผลกระทบของ Cyberbullying นั้นมีหลายระดับ ตั้งแต่เกิดความรู้สึกอับอาย ภาวะเครียด นอนไม่หลับ เป็นโรควิตกกังวล แต่ในบางกรณีนั้นได้จบลงอย่างน่าเศร้าอาจมีผลกระทบรุนแรงถึงขึ้นฆ่าตัวตายกันเลยทีเดียว


เราจึงทำโปสเตอร์รณรงค์ให้หยุดการกระทำ Cyberbullying เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงความร้ายแรงของมัน เมื่อเกิดการกระทำ Cyberbullying ขึ้นมันก็อาจจะหลอนหลอนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ จนเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นได้ และอยากให้ผู้ที่มีพฤติกรรมไปกลั่นแกล้งผู้อื่นผ่านโลกออนไลน์นั้น หยุดพฤติกรรมของท่านซะ !!!

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

นามบัตร...สิ่งพิมพ์บ่งบอกตัวตน

สวัสดีค่าาา ^0^ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เราไม่ได้เขียนบล็อคซะนานจนเกือบลืมวิธีเข้าไปแล้วนะเนี่ย ฮ่าๆๆ แต่วันนี้เรากลับมาอีกครั้ง พร้อมสาระความรู้ดีๆ กันอีกเช่นเคย สำหรับวันนี้เราจะมานำเสนอ แท่ม ทะ แด้มมม...สื่อสิ่งพิมพ์...กันค่าาา

สื่อสิ่งพิมพ์คืออะไร? หลายๆคนคิดว่าอย่างไรกันบ้างค่ะ หนังสือ สมุด นิตยสาร หนังสือพิมพ์ บอกเลยค่ะว่าแบบนี้มันธรรมด๊า ธรรมดามากๆ เรามาดูความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์กัน


สื่อสิ่งพิมพ์มีความหมายว่า สิ่งที่พิมพ์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นกระดาษหรือวัตถุใดๆ ด้วยวิธีการต่างๆ อันเกิดเป็นชิ้นงานที่มีลักษณะเหมือน ต้นฉบับขึ้นหลายสำเนาในปริมาณมากเพื่อเป็นสิ่งที่ทำการติดต่อ หรือชักนำให้ผู้อื่นได้เห็นหรือทราบ ข้อความต่างๆ หรืออธิบายง่ายๆ ว่าทุกสิ่งอย่างที่ถูกสำเนาขึ้นในปริมาณมากๆ นั้นก็คือสิ่งพิมพ์นั้นเอง รวมไปถึง เคสโทรศัพท์มือถือ ลายขวดน้ำ แก้วกาแฟ เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน  ปลอกหมอน กระเป๋า ครีมบำรุงผิว ลิปสติก ไปยันน้ำยาล้างห้องน้ำเลยค่ะ 

ภาพจาก http://lh4.ggpht.com/_Xhlcxbe9Nzc/Sji8ETz-hCI/AAAAAAAAPOg/tVYIjOUAYys/s800/n44.jpg

ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ที่เราชอบที่สุดนั้น ถ้าให้เลือกมา 1 อย่าง เราจะเลือก "นามบัตร" ค่ะ เพราะนามบัตรนั้นเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่แสดงตัวตนของเจ้าของ สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของเจ้าของบัตรของมาได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ และนามบัตรยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทุกคนนิยมใช้กันมากที่สุดอีกด้วย เพราะถ้าเรามีนามบัตรที่ดี แข็งแรง ทำจากวัสดุที่ดี สามารถถ่ายทอดความเป็นตัวเราออกมาได้ ก็จะช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้รับได้อีกด้วยค่ะ

ภาพจาก https://krunitnoi.files.wordpress.com/2011/08/565724-topic-ix-12.jpg
ในปัจจุบันนั้นเริ่มมีการทำนามบัตรที่เป็นมากกว่านามบัตรออกมามากมายเลยค่ะ โดยการใช้ไอเดียเพิ่มลูกเล่นให้กับนามบัตร ใช้วิธีการนำเสนอที่หลากหลายขึ้น เพื่อเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจ ให้ผู้รับอยากจะเก็บไว้ และเป็นการบ่งบอกตัวตนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในบางรายนั้นก็อาจใช้นามบัตรเป็นใบโฆษณาไปในตัวด้วยเลยทีเดียวค่ะ 

ภาพจาก http://www.duck-space.com/wp-content/uploads/2014/06/name-card-18.jpg
ถ้าจะให้เลือกแบบที่ชอบที่สุดจริงๆ เราชอบนามบัตรใบนี้ค่ะ ตามภาพข้างบนเป็นนามบัตรของเทรนเนอร์ ที่บ่งบอกถึงตัวตนมาก ว่าถ้าคุณจ้างฉัน จากรูปแรกที่อ้วนๆ นั้น ฉันสามารถทำให้คุณลอกคราบออกมาแล้วหุ้นดีฟิตปั๋งเหมือนรูปสุดท้ายได้เลยนะ ถือว่าเป็นการนำเสนอตัวเองที่เจ๋งมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับนามบัตรแบบธรรมดาทั่วไป

และสุดท้าย เราได้นำภาพตัวอย่างนามบัตรเจ๋งๆ อีกมากมายมาเป็นไอเดีย ให้กับผู้ที่เริ่มต้นทำนามบัตรเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่กำลังหาไอเดียทำนามบัตรที่แปลกแหวกแนวกันค่ะ

ภาพจาก http://demilked.uuuploads.com/creative-business-card-designs/creative-business-cards-part2-4.jpg
ภาพจาก http://a.u1sf.com/j/2396476/ff4c2b96682.jpg
ภาพจาก http://www.thaimacupdate.com/wp-content/uploads/2012/05/iphonebusinesscards-1.jpg
ภาพจาก http://laurawinslowphotography.com/blog/wp-content/uploads/2012/02/lovely-stationary2.jpg
ภาพจาก http://cdn.acidcow.com/pics/20130521/some_very_wacky_and_creative_business_card_designs_11.jpg
ภาพจาก http://a.u1sf.com/j/2396490/1a0a2701075.jpg

วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

INFOGRAPHIC : เรียนเทคโนจบไปทำงานอะไรได้บ้าง?

"น้องๆ หลายๆ ที่อยากเข้ามาเรียนเอกเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเนี่ย คงสงสัยใช่มั้ยค่ะ ว่าเรียนจบไปแล้วจะทำงานอะไรกันบ้าง เพื่อใช้เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี พี่ก็เลยทำเป็นภาพอินโฟกราฟฟิกมาให้น้องๆได้ดูกันว่าเมื่อจบจากเอกเทคโนไป จะสามารถทำงานได้หลากหลายขนาดไหน"

ข้อความข้างบนนี่ เป็นคำอธิบายภาพอินโฟกราฟฟิกที่เราได้ทำขึ้นมาค่ะ ตอนแรกที่อาจารย์สั่งให้ทำภาพอินโฟกราฟฟิกขึ้นมาเราก็คิดไปสารพัดเลยว่าจะทำเรื่องอะไรดี จะไปทำเรื่องสุขภาพ...เราก็ไม่ใช่คนที่ดูแลสุขภาพขนาดนั้น จะไปทำเรื่องการออมเงิน...เราก็ไม่ถนัด จะไปทำเรื่องการเดินทาง...ทุกวันนี้ก็ยังหลงทางอยู่เลย ฮ่าๆๆ คิดไปคิดมาก็มาหยุดอยู่กับสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวัน นั้นก็คือ เรียนๆๆ แล้วก็เรียน แต่สิ่งที่เราเรียนเนี่ยมันเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งมาก ทั้งกล้อง วิทยุ โทรทัศน์ สื่อการสอน สตูดิโอ กราฟฟิค คอมพิวเตอร์ และอะไรอีกมากมาย งั้นก็เอาจุดจบเลยแล้วกัน ว่าพอเราเรียนจบแล้วเราจะทำงานอะไรดี เพราะตอนม.ปลายที่เรากำลังหาที่เรียนต่ออยู่ เราก็สงสัยเหมือนกันว่า ถ้าเรามาเรียนที่เอกนี่ เราจะทำงานอะไรเมื่อจบไป? และเราก็เชื่อว่ามีเพื่อนๆ หลายคนสงสัยเหมือนกันใช่มั้ย ฮ่าๆๆ

วัตถุประสงค์ในการจัดทำอินโฟกราฟฟิกเรื่อง "เรียนเทคโนจบไปทำงานอะไรได้บ้าง?" คือต้องการจะให้ความรู้แก่น้องๆ ที่กำลังหาที่ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจค่ะ เพื่อน้องๆโตขึ้นอยากจะประกอบอาชีพใดอาชีพหนึ่งในนี้ ก็สามารถสมัครเข้ามาเรียนเอกเทคโนของเราได้เลย :)

โดยที่กลุ่มเป้าหมายของเราก็แน่นอนอยู่แล้วค่ะว่าต้องเป็นน้องๆ ม.ปลาย ที่กำลังหาที่ศึกษาต่อ หรือเพื่อนๆที่เข้ามาเรียนแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจบไปแล้วทำงานอะไรได้ ก็สามารถเข้ามาดูได้นะคะ ฮ่าๆๆ

ในส่วนของขั้นตอนการทำ อินโฟกราฟฟิคของเรา สามารถสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ค่ะ

  1. กำหนดเรื่องที่จะทำ วัตถุประสงค์ แนวคิด กลุ่มเป้าหมายให้ได้ก่อนค่ะ เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ กว่าเราจะคิดได้ เปลี่ยนหลายเรื่องมาก ต้องเลือกเรื่องที่เราสนใจ และต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลที่เรานำมาทำด้วยนะคะสำหรับคนที่หาข้อมูลมากจากที่อื่น
  2. ลองออกแบบรูปแบบที่เราจะทำที่กระดาษก่อนค่ะ ดูเรื่องการจัดองค์ประกอบ ว่าเราจะทำแบบไหน ถ้าคิดไม่ออกก็ลองไปดูภาพที่คนอื่นเขาทำมาก่อนแล้วค่ะ เพราะว่ามีหลายแบบมากทั้งสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ส่วนเราเลือกเป็นวงกลมค่ะ โดยแบ่งรอบๆเป็นแปดส่วนเท่ากันสำหรับแปดอาชีพค่ะ
  3. เริ่มลงมือทำในโปรแกรม Illustrator ค่ะ เป็นโปรแกรมที่ไว้ใช้วาดภาพกราฟฟิคต่างๆ มีอุปกรณ์เครื่องมือคล้ายๆกับโปรแกรม Photoshop ค่ะ สำหรับคนที่ใช้โปรแกรม Photoshop เป็นอยู่แล้วก็ไม่ยากเลยค่ะ ในขั้นตอนนี้นะคะ เราก็เริ่มทำตามที่เราได้ออกแบบไว้ในขั้นตอนที่แล้วเลยค่ะ แต่ที่ต้องเพิ่มมาคือสีค่ะ เพราะตอนที่เราออกแบบไว้เราไม่ได้ใส่สี สีที่เราเลือกใช้เป็นสีหลักเลยก็คือสีฟ้าค่ะ เพราะสีฟ้าเป็นสีของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒค่ะ ส่วนสีอื่นที่เป็นเสื้อผ้าของตัวการ์ตูนก็ใช้เป็นสีสันสดใสเพื่อความสบายตาค่ะ
  4. สุดท้ายก็ส่งให้อาจารย์ติชมค่ะ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปเผยแพร่ในโซเชียลเน็ตเวิร์คเพื่อเผยแพร่ข้อมูลให้แก่กลุ่มเป้าหมายของเราค่ะ

ว่าแต่เพื่อนๆ รู้จักอินโฟกราฟฟิกกันหรือเปล่าคะ ฮ่าๆๆ บางคนอาจจะยังไม่รู้จักใช่มั้ย งั้นเราจะอธิบายให้ฟัง

Infographic หรือ Information Graphic หากแปลตรงตัวก็คือ ภาพหรือกราฟิกซึ่งบ่งชี้ถึงข้อมูลค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ ตัวเลข ฯลฯ เรียกว่าเป็นการย่นย่อข้อมูลเพื่อให้ประมวลผลได้ง่ายเพียงแค่กวาดตามอง ซึ่งเหมาะสำหรับผู้คนในยุคไอทีที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลซับซ้อนมหาศาลในเวลาอันจำกัด (ก่อนที่พวกเขาจะเบื่อหน่ายเสียก่อน) ด้วยเหตุนี้ “อินโฟกราฟิก” จึงเป็นเหมือนพระเอกขี่ม้าขาวผู้เข้ามาจัดการกับ “ข้อมูล-ตัวเลข-ตัวอักษร” ที่เรียงรายเป็นตับเหมือนยาขม ให้กลายร่างมาเป็นภาพที่สวยงาม 

สรุป Infographic ก็คือรูปภาพที่ทำจากกราฟฟิก สามารถอธิบายเนื้อหา เรื่องราว หรือข้อมูลข่าวสาร ที่ผู้จัดทำต้องการจะสื่อได้ด้วยตัวมันเองค่ะ หรือถ้าจะเปรียบเทียบเป็นสื่อการสอน ก็คงจะเป็นสื่อการสอนประเภทวัสดุที่สามารถถ่ายทอดความรู้ด้วยตัวเองได้ คล้ายๆกับแผนภูมิหรือแผนภาพค่ะ








วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

ปฏิบัติการ...ปฎิวัติ"7วัน7เมนู"

สื่อการเรียนชุด " 7วัน7เมนู "
หลังจากคราวที่แล้ว เราได้วิเคราะห์ถึงความสมบูรณ์และคุณลักษณะของสื่อการเรียนชุด "7วัน7เมนู" กันไปแล้วนะคะ เราก็ได้พบว่า สื่อการเรียนชุดนี้ยังมีความบกพร่องอยู่บางจุดคะ วันนี้เราก็เลยจะมาปฎิวัติหรือปรับปรุงสื่อการสอนชุดนี้ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นค่ะ ^^

ก่อนที่เราจะปฎิวัติหรือปรับปรุงสื่อชิ้นนี้นะคะ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าสื่อที่เราจะปรับปรุงเนี่ย มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ซึ่งเราก็ได้สรุปออกมาเป็นข้อๆ ได้ดังนี้ค่ะ

ข้อดี

  1. มีโมเดลจำลองเป็นอุปกรณ์ครัวอันเล็กๆ ช่วยให้ผู้เรียนได้จำลองการทำอาหารขึ้นมาได้
  2. มีสีสันสดใสดึงดูดใจ ทำให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียน กระตุ้นความสนใจ
  3. มีความคงทนต่อการเก็บรักษาอย่างมาก เพราะเก็บไว้ในกล่องพลาสติกอย่างดี พกพาสะดวก
  4. แบ่งเก็บอุปกรณ์ไว้เป็นกล่องเล็กๆ อีกทีหนึ่ง ทำให้ง่ายต่อการนำออกมาใช้และเก็บรักษา
ข้อเสีย
  1. ในส่วนของคู่มือการใช้งานมีการชำรุดเนื่องจากการตัดแปะไม่ดี กาวบางส่วนได้หลุดออกไป
  2. ตัวอักษรในคู่มือการใช้งานบางส่วนเป็นการพิมพ์ บางส่วนทำเป็นการเขียน ทำให้อ่านยาก
  3. รูปภาพข้างกล่องเริ่มซีดลง ทำให้ไม่เกิดความน่าสนใจ
เมื่อเราได้รู้ข้อดีข้อเสียของสื่อชิ้นนี้กันแล้ว ก็มาเริ่มการปฏิวัติกันเลย!!

  • เริ่มจากการทำคู่มือสื่อการเรียนขึ้นมาใหม่เพราะว่าคู่มือนี้มีการชำรุดอย่างมาก กาวบางส่วนหลุดออกทำให้บางส่วนที่ได้ตัดแปะไว้เสียหาย เราก็เลยปรับปรุงใหม่โดยพิมใหม่ทั้งหมดแล้วปริ๊นออกมา เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทากาว และเพิ่มความคงทนให้กับกระดาษ โดยการเลือกกระดาษเป็นกระดาษการ์ดสี 180 แกรม และออกแบบใหม่เพื่อความน่าสนใจด้วยค่ะ 
ภาพตัวอย่างบางส่วนที่กาวหลุด
ภาพตัวอย่างบางส่วนที่กาวหลุด

ภาพตัวอย่างของคู่มือที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่
ภาพตัวอย่างของคู่มือที่ปรับปรุงขึ้นมาใหม่

  • อย่างที่สองคือ ในคู่มือของสื่อจำมีบางหน้าที่เขียน บางหน้าที่พิมพ์ หรือบางทีก็อยู่รวมหน้าเดียวกัน ทำให้อ่านยากค่ะ คำบางคำก็เขียนผิด เราก็เลย จัดการพิมพ์ใหม่ออกมาทั้งหมดเหมือนกันค่ะ แล้วก็ออกแบบใหม่ด้วย จะเป็ยอย่างไรบ้างไปชมกันเลย
ภาพตัวอย่างหน้าที่เขียนแล้วก็มีคำผิด
ภาพตัวอย่างหน้าที่มีทั้งการพิมพ์และการเขียนอยู่ในหน้าเดียวกัน


ภาพตัวอย่างหน้าคำนำที่ทำขึ้นมาใหม่
ภาพตัวอย่างหน้าแบบทดสอบก่อนเรียนที่ทำขึ้นมาใหม่

  • อย่างที่สามคือรูปภาพข้างกล่องที่เริ่มสีจางลงเพราะกาลเวลา เราก็เลยแกะเอาภาพเก่าออกจัดทำขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ดึงดูดใจผู้เรียนให้อยากเล่นสื่อชิ้นนี้
ภาพตัวอย่างสีที่เริ่มจาง
ภาพตัวอย่างสีที่เริ่มจาง
ภาพตัวอย่างสีที่เริ่มจาง

ภาพตัวอย่างที่เรานำมาติดใหม่
ภาพตัวอย่างที่เรานำมาติดใหม่
ภาพตัวอย่างที่เรานำมาติดใหม่

เสร็จแล้วววววววว และแล้วเราก็ปฎิวัติสื่อการเรียนชุด"7วัน7เมนู" ได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้!!! เพื่อให้สื่อกลับมามีความสมบูรณ์และน่าสนใจเหมือนเดิม และยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น แล้วก็ยังเป็นแนวทางให้เราใช้เป็นตัวอย่างในการผลิตสื่อการเรียนของเราเองด้วย ฮ่าๆๆ เพราะเราก็ต้องทำสื่อการเรียนขึ้นมาชิ้นหนึ่งเหมือนกัน แต่จะทำเรื่องอะไร เป็นแบบไหน ก็...ขออุปไว้ก่อนนะคะ ฮ่าๆๆ 

วันนี้ก็ต้องขอตัวลากันไปก่อนนะคะ บายยย...